ระบบจองโต๊ะ-ห้องประชุม Co-working Space: ปิดยอดสมาชิก เพิ่มรายได้ห้องประชุม และจัดการ Day Pass ผ่าน LINE OA
อุตสาหกรรม

ระบบจองโต๊ะ-ห้องประชุม Co-working Space: ปิดยอดสมาชิก เพิ่มรายได้ห้องประชุม และจัดการ Day Pass ผ่าน LINE OA

คู่มือใช้ระบบจอง Co-working Space ในไทยปี 2026 จองโต๊ะรายวัน ห้องประชุมรายชั่วโมง ขายแพ็กเกจสมาชิก และเก็บเงินอัตโนมัติผ่าน LINE OA แบบมืออาชีพ

Booking Whale Booking Whale
· · 12 นาที

เช้าวันอังคารที่อโศก ฟรีแลนซ์คนหนึ่งเดินเข้า co-working space ที่เพิ่งเปิดใหม่บนชั้นห้า อยากทำงานสามชั่วโมงก่อนไปประชุมที่ทองหล่อ พนักงานหน้าเคาน์เตอร์กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ พอวางสายก็เปิดสมุดบันทึกหน้ากระดาษ ขีดเขียนหาที่นั่งว่าง บอกว่าโต๊ะริมหน้าต่างมีคนจองไว้ตอนสิบโมง ส่วนห้องประชุมเล็กว่างถึงเที่ยงเท่านั้น ลูกค้าถามราคา day pass ครึ่งวันคิดเท่าไหร่ พนักงานต้องเปิดไลน์กลุ่มถามเจ้าของร้าน รออีกห้านาทีถึงได้คำตอบ ลูกค้ายืนรอจนหงุดหงิด สุดท้ายเดินออกไปเข้า Starbucks แทน

เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้สะสมเป็นเงินที่หายไปหลักหลายแสนบาทต่อปี และที่แย่กว่าคือลูกค้าที่เดินออกไปมักไม่กลับมาอีก เพราะคนทำงานยุคนี้มีตัวเลือกมากมายทั้งคาเฟ่ใหม่ ๆ ห้องสมุดติดแอร์ และโต๊ะนั่งทำงานในห้างที่จองได้ผ่านแอป

ภาพแบบนี้เกิดขึ้นทุกวันใน co-working space ทั่วกรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต ตลาดพื้นที่ทำงานร่วมในไทยโตขึ้นอย่างชัดเจนหลังยุค remote work ทั่วโลกผลักให้คนทำงานออกจากบ้านมาหาสภาพแวดล้อมที่มีสมาธิและบรรยากาศดี ๆ แต่ระบบหลังบ้านของหลายร้านยังเป็นสมุดจดและกลุ่ม LINE ที่เข้าใจกันแค่ในทีม ปัญหาตัวจริงไม่ได้อยู่ที่ทำเลหรือกาแฟ แต่อยู่ที่ลูกค้าจองพื้นที่ไม่สะดวก เจ้าของร้านนับยอดสมาชิกไม่ทัน และห้องประชุมที่ควรเป็นแหล่งกำไรกลับว่างเปล่าเพราะไม่มีใครรู้ว่าจองยังไง บทความนี้จะพาดูว่าระบบจองคิวที่ออกแบบให้ co-working space ในไทยควรทำงานอย่างไร ตั้งค่าเก็บเงินอัตโนมัติแบบไหน และจะเปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นรายได้ประจำเดือนได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ผ่าน LINE OA ที่ลูกค้าใช้อยู่แล้ว

หลายเจ้าของร้านบอกว่าระบบจองคือ “ของที่ดีต้องมี” แต่ยังไม่จำเป็นเร่งด่วน ความจริงคือยิ่งเปิดร้านนานเท่าไหร่โดยไม่มีระบบ ยิ่งเสียโอกาสและยิ่งแก้ยาก เพราะลูกค้าที่ติดนิสัยทักไลน์ส่วนตัวจะไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม

ทำไม co-working space ในไทยปี 2026 ต้องมีระบบจอง

ตลาด co-working ในไทยเปลี่ยนจากยุคที่เป็นแค่ “คาเฟ่ใหญ่ขึ้น” มาเป็นธุรกิจที่ขายหลายผลิตภัณฑ์ในที่เดียว day pass สำหรับฟรีแลนซ์ที่แวะมาทำงานครึ่งวัน hot desk รายเดือนสำหรับสตาร์ตอัปเล็ก ห้องประชุมรายชั่วโมงสำหรับทีมที่นัดลูกค้า private office รายเดือนสำหรับบริษัทห้าถึงสิบคน รวมถึงการให้เช่าพื้นที่จัดเวิร์กชอปหรืออีเวนต์ตอนเย็น แต่ละผลิตภัณฑ์มีโครงสร้างราคาและข้อจำกัดเวลาคนละแบบ ถ้ายังใช้สมุดจดตอบคำถามลูกค้าทีละคน เจ้าของร้านจะใช้เวลาวันละสามถึงสี่ชั่วโมงไปกับการตอบ LINE แทนที่จะดูแลประสบการณ์ในร้าน

อีกประเด็นที่หลายเจ้าของร้านมองข้ามคือพฤติกรรมลูกค้าฟรีแลนซ์รุ่นใหม่ที่อยากตัดสินใจเองในมือถือ คนยุคนี้ไม่ชอบทักไปถามว่าโต๊ะว่างไหม อยากเข้าเว็บหรือเมนูใน LINE OA แล้วเห็นที่นั่งว่างทันที เลือกเวลา จ่ายเงินจบในสามนาที ถ้าระบบจองยุ่งยากเกินสองคลิก ลูกค้าจะเปลี่ยนใจไปร้านอื่นที่จองง่ายกว่า ระบบจองที่ดีจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือบริหารหลังบ้าน แต่คือหน้าร้านดิจิทัลที่ตัดสินว่าลูกค้าจะเข้าหรือไม่เข้า

นอกจากนี้ co-working space ในไทยปี 2026 ยังต้องแข่งกับร้านกาแฟที่มี Wi-Fi ฟรีและที่นั่งเงียบ ๆ ในห้างสรรพสินค้า สิ่งที่ทำให้ลูกค้าจ่ายเงินเข้ามาแทนการนั่งร้านกาแฟคือประสบการณ์ที่ราบรื่นทั้งเรื่องการจอง การชำระเงิน และการเข้าใช้งาน ระบบจองที่ดีคือคำตอบของทั้งสามเรื่องนี้ในเครื่องมือเดียว ทำให้ราคา day pass สองสามร้อยบาทดูคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเวลาที่ลูกค้าประหยัดได้และความเครียดที่ลดลง

ฟีเจอร์ที่ระบบจอง co-working space ควรมี

ฟีเจอร์แรกที่ขาดไม่ได้คือการจัดการทรัพยากรหลายประเภทพร้อมกัน ระบบต้องแยก hot desk ที่นั่งไหนก็ได้ออกจาก dedicated desk ที่ลูกค้าจองที่นั่งประจำ และต้องแยกห้องประชุมขนาดสี่ที่นั่งจากห้องประชุมสิบที่นั่งแบบแยกชัดเจน เพื่อให้คำนวณราคาและความพร้อมใช้งานตรงกับจริง

ฟีเจอร์ถัดมาคือการขายแพ็กเกจสมาชิกแบบอัตโนมัติ ลูกค้าต้องซื้อแพ็กเกจสิบครั้ง ยี่สิบครั้ง หรือไม่จำกัดต่อเดือนได้ในมือถือ ระบบหักโควต้าทุกครั้งที่เช็คอินและแจ้งเตือนเมื่อใกล้หมด การขายแพ็กเกจล่วงหน้าคือเงินสดที่ไหลเข้ากระเป๋าก่อนลูกค้าใช้บริการ ช่วยให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดที่มั่นคงในเดือนที่ลูกค้าใหม่ยังน้อย

ฟีเจอร์ที่สามคือการเก็บเงินมัดจำห้องประชุมและจ่ายเงินครบผ่าน LINE OA โดยไม่ต้องโอนเงินด้วยตัวเอง เพราะห้องประชุมที่จองแล้วไม่มา หมายถึงรายได้ที่หายไปสองถึงห้าพันบาทต่อชั่วโมง ระบบมัดจำลด no-show ได้ครึ่งหนึ่งทันที

ฟีเจอร์ที่สี่คือ rich menu ใน LINE OA ที่ลูกค้ากดปุ่มเดียวก็เห็นทุกบริการ จองโต๊ะ จองห้องประชุม ดูยอดแพ็กเกจคงเหลือ ติดต่อพนักงาน และเช็คอิวเวนต์ที่กำลังจะมา ฟีเจอร์นี้ทำให้ LINE OA กลายเป็นแอปที่ลูกค้าเปิดทุกวัน ไม่ใช่แค่ช่องทางตอบคำถาม

ฟีเจอร์สุดท้ายคือรายงานยอดใช้พื้นที่รายชั่วโมงและรายวัน เจ้าของร้านควรเห็นชัดว่าโต๊ะไหนคนจองเยอะที่สุด ห้องประชุมเลขห้าทำรายได้เท่าไหร่ในเดือนที่ผ่านมา และวันไหนที่พื้นที่ว่างเกินครึ่ง เพื่อนำข้อมูลไปทำโปรโมชั่นเฉพาะวันที่ขายไม่ออก รายงานที่ใช้จริงไม่ใช่กราฟสวย ๆ แต่เป็นตัวเลขที่บอกได้ว่าควรจ้างพนักงานเพิ่มวันไหน ปรับราคาขึ้นช่วงไหน หรือจัดอีเวนต์เสริมเมื่อไร

อีกฟีเจอร์ที่มองข้ามไม่ได้คือการรองรับหลายช่องทางชำระเงินแบบ PromptPay QR บัตรเครดิต และเงินสดในระบบเดียว ลูกค้าฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่จ่าย PromptPay บริษัทขนาดกลางอยากจ่ายบัตรเครดิตเพื่อเก็บใบกำกับภาษี ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติบางคนยังถือเงินสดอยู่ ระบบที่รวมทุกช่องทางในที่เดียวลดงานบัญชีและทำให้ปิดบัญชีรายวันได้ในห้านาที

วิธีตั้งระบบจองในเจ็ดวัน

วันแรกเริ่มจากการแบ่งโซนพื้นที่ในร้านให้เป็นชั้นเดียวกับในระบบ วาดผังโต๊ะ ติดเลขห้องประชุม กำหนดว่าโซน A เป็น hot desk โซน B เป็น dedicated desk และห้องประชุมเลขสิบเอ็ดถึงสิบสามมีความจุเท่าไหร่ การวาดผังให้ชัดทำให้ขั้นตอนต่อ ๆ ไปเร็วขึ้นมาก ถ้าร้านมีโต๊ะที่ติดปลั๊กไฟทุกตัว ก็ระบุไว้ในระบบเพื่อให้ลูกค้าฟรีแลนซ์ที่ทำงานยาวเลือกได้ก่อน

วันที่สองและสามตั้งค่าราคาและแพ็กเกจ ใส่ราคา day pass ครึ่งวันและทั้งวัน ราคาห้องประชุมรายชั่วโมงแยกตามขนาด แพ็กเกจรายเดือนสำหรับสมาชิก dedicated desk และโปรโมชั่นช่วงเช้าหรือกลางคืนถ้ามี ตั้งกฎการคืนเงินและยกเลิกอย่างชัดเจน เช่น ยกเลิกก่อนยี่สิบสี่ชั่วโมงคืนเต็ม ยกเลิกในวันเดียวกันคืนครึ่ง เพื่อปกป้องรายได้และให้ลูกค้ารู้กฎตั้งแต่ต้น

วันที่สี่เชื่อม LINE OA กับระบบ สร้าง rich menu เก้าช่อง วางลิงก์จองโต๊ะ จองห้องประชุม ซื้อแพ็กเกจ ดูยอดคงเหลือ และเช็คเวลาเปิดร้าน วันที่ห้าฝึกพนักงานสองชั่วโมง เน้นการเช็คอินผ่าน QR code และวิธีเปลี่ยนโต๊ะให้ลูกค้าเมื่อจำเป็น วันที่หกเปิดทดลองใช้กับสมาชิกเก่าสิบคนเพื่อหาบักในระบบ ถามฟีดแบ็กตรง ๆ ว่าจุดไหนสับสน แล้วปรับก่อนเปิดจริง วันที่เจ็ดเปิดให้ลูกค้าทุกคนใช้งานพร้อมประกาศในเฟซบุ๊กและ LINE OA และส่งคูปองส่วนลดสิบเปอร์เซ็นต์ให้สมาชิกเก่าทุกคนเป็นการขอบคุณที่ร่วมเปลี่ยนระบบ

เคล็ดลับสำคัญในเจ็ดวันนี้คือไม่ต้องสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ค่อย ๆ ปรับเมื่อใช้งานจริง ระบบที่ดีคือระบบที่ปรับเปลี่ยนได้ง่าย ไม่ใช่ระบบที่ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วใช้ตลอดไป ในเดือนแรกควรจดข้อสังเกตทุกครั้งที่ลูกค้าถามคำถามที่ระบบยังตอบไม่ได้ แล้วทยอยปรับฟีเจอร์ให้ครอบคลุมขึ้น

ตัวอย่างการใช้งานจริงสามแบบ

ตัวอย่างแรก co-working space ในซอยสุขุมวิท 31 ขนาดร้อยห้าสิบโต๊ะ เปลี่ยนจากสมุดจดเป็นระบบจองออนไลน์ ผลที่ได้คือยอดขาย day pass เพิ่มขึ้นจากเดือนละแปดหมื่นเป็นเดือนละหนึ่งแสนสองหมื่นในสามเดือน เพราะลูกค้าใหม่ที่เคยเดินผ่านเริ่มกล้าจองล่วงหน้าผ่าน LINE และห้องประชุมที่เคยว่างวันธรรมดากลายเป็นห้องที่จองเต็มเพราะมีหน้าจองในเว็บที่ Google เจอ พนักงานเดิมเคยใช้เวลาเช้าตอบไลน์เกือบสองชั่วโมง ตอนนี้เหลือเพียงสิบห้านาที เอาเวลาที่เหลือไปดูแลกาแฟและพื้นที่ในร้านให้น่าทำงานมากขึ้น

ตัวอย่างที่สอง ร้านขนาดเล็กสามสิบโต๊ะที่นิมมานเหมินทร์ เน้นขายแพ็กเกจรายเดือนให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้ระบบสร้างแพ็กเกจสามแบบ คือยี่สิบครั้งต่อเดือน สี่สิบครั้ง และไม่จำกัด ผลที่ได้คือลูกค้าซื้อแพ็กเกจล่วงหน้าทำให้ร้านมีรายได้ประจำเดือนสามแสนบาทก่อนเปิดเดือนใหม่ ลดความกดดันเรื่องกระแสเงินสดได้ทั้งหมด ที่สำคัญร้านยังใช้ระบบส่งข้อความผ่าน LINE OA ตอนสิ้นเดือนแจ้งเตือนสมาชิกที่ใกล้หมดโควต้าให้ต่ออายุล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ ทำให้ตัวเลขสมาชิกที่ต่ออายุสูงถึงร้อยละแปดสิบทุกเดือน

ตัวอย่างที่สาม co-working space ที่เป็นชั้นบนของอาคารสำนักงานในย่านสีลม เน้นขายห้องประชุมขนาดสี่ที่นั่งและสิบที่นั่งให้ทีมสตาร์ตอัป ใช้ระบบเก็บมัดจำห้าสิบเปอร์เซ็นต์ตอนจอง และเก็บส่วนที่เหลือเมื่อเข้าใช้งาน ผลคือลด no-show จากร้อยละสิบห้าเหลือร้อยละสาม และเพิ่มรายได้ห้องประชุมจากเดือนละแปดหมื่นเป็นเดือนละหนึ่งแสนหกหมื่น ภายในสองเดือน นอกจากนี้ระบบยังช่วยให้เจ้าของร้านเห็นข้อมูลใช้งานห้องประชุมรายช่วงเวลา ทำให้รู้ว่าเวลาบ่ายสองถึงสี่โมงเป็นช่วงที่ขายไม่ออก และตัดสินใจจัดอีเวนต์ workshop ภาษาอังกฤษช่วงนั้นเพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดรายได้แทน

เคล็ดลับเพิ่มรายได้ที่หลายเจ้าของร้านยังไม่ได้ลอง

ลองออกแบบโปรโมชั่นชั่วโมงเย็นสำหรับห้องประชุม ระหว่างห้าโมงถึงสองทุ่มมักเป็นช่วงที่ห้องประชุมว่างเพราะออฟฟิศปิดงานแล้ว ตั้งราคาพิเศษลดสามสิบเปอร์เซ็นต์เพื่อดึงทีมที่อยากประชุมหลังเลิกงานหรืออาจารย์ที่อยากติวกลุ่มเล็ก สอง ใช้ฟีเจอร์ในระบบเชื่อม Google Calendar ให้สมาชิกที่จองโต๊ะอัตโนมัติส่งไปโปรแกรมส่วนตัว ลูกค้าจะรู้สึกว่าระบบช่วยจัดเวลาแทนเขา ไม่ใช่แค่จองที่นั่ง สาม สร้างโปรแกรมแนะนำเพื่อนแล้วได้ส่วนลด ระบบจะติดตามว่าใครพาเพื่อนมาและให้รางวัลโดยอัตโนมัติ ทำให้ลูกค้าเดิมกลายเป็นทีมการตลาดที่ทำงานให้ฟรี

ลองเปิดขายบริการเสริมในระบบจองด้วย เช่น ค่าปริ้นต์เอกสาร ค่าใช้ห้องโทรศัพท์ส่วนตัว หรือชุดอาหารเช้าและกาแฟพิเศษราคาแพ็กเกจ เมื่อขายผ่านหน้าจอเดียวกับการจองโต๊ะ ลูกค้าจะกดเพิ่มสินค้าโดยไม่คิดมาก เพิ่มยอดขายเฉลี่ยต่อหัวจากสองร้อยบาทเป็นสามร้อยห้าสิบบาทได้โดยง่าย ใช้พื้นที่และวัตถุดิบเดิมที่มีอยู่แล้ว

ทำการตลาดผ่าน LINE OA แบบมีกลยุทธ์ด้วยการแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นสามกลุ่มคือกลุ่มฟรีแลนซ์รายวัน กลุ่มสมาชิกประจำ และกลุ่มทีมสตาร์ตอัปที่จองห้องประชุม ส่งโปรโมชั่นตรงตามกลุ่มเช่นโปรห้องประชุมส่งให้กลุ่มที่จองห้องประชุมประจำเท่านั้น ส่วนโปร day pass ลดราคาสำหรับฟรีแลนซ์ที่ไม่ได้แวะมาเกินสามเดือน วิธีนี้ทำให้ engagement สูงขึ้นและไม่รบกวนลูกค้าจนเขาบล็อก LINE OA สิ่งที่หลายร้านลืมคือการตามลูกค้าเก่าที่หายไป สามเดือนคือจุดที่ต้องส่งคูปองพิเศษกระตุ้นให้กลับมา ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนไปร้านคู่แข่งถาวร

เคล็ดลับสุดท้ายคือใช้ข้อมูลในระบบเล่าเรื่องให้ลูกค้าฟัง ตอนสิ้นปีส่งสรุปการใช้งานส่วนตัวให้สมาชิกแต่ละคน เช่น “คุณใช้ co-working ของเราหนึ่งร้อยยี่สิบครั้งในปีนี้ คิดเป็นชั่วโมงทำงานเก้าร้อยหกสิบชั่วโมง” ลูกค้ารู้สึกว่าร้านใส่ใจและมีโอกาสกลับมาต่ออายุสูงขึ้นมาก เป็นการตลาดที่ใช้ต้นทุนเกือบศูนย์แต่ผลตอบรับสูง

คำถามที่เจ้าของร้านมักสงสัย

ระบบจองทำงานกับ LINE OA ตัวเดิมที่มีอยู่ไหม ตอบได้เลยว่าได้ ระบบส่วนใหญ่ออกแบบให้เชื่อมกับ LINE OA ที่ใช้อยู่ผ่าน rich menu และ webhook โดยไม่ต้องเปลี่ยนบัญชี ลูกค้าที่ทักเข้ามาผ่านช่องเดิมจะเห็นเมนูจองได้ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มเพื่อนใหม่

ลูกค้าที่ไม่อยากใช้แอปสามารถจองทางอื่นได้ไหม ได้ ระบบที่ดีต้องมีหน้าเว็บสาธารณะให้ลูกค้าจองโดยไม่ต้องล็อกอิน เหมาะกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่มี LINE และคนที่อยากแชร์ลิงก์ให้เพื่อนจองตามได้ หน้าเว็บสาธารณะยังช่วยเรื่อง SEO ให้ Google เก็บข้อมูลและส่งลูกค้าใหม่มาที่ร้านโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา

ค่าใช้จ่ายของระบบจองเริ่มต้นประมาณเท่าไหร่ ระบบที่ออกแบบสำหรับ SME ในไทยมักเริ่มต้นที่หลักหลายร้อยถึงพันต้น ๆ ต่อเดือน คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับเวลาพนักงานที่ประหยัดได้และยอดขายที่เพิ่ม

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าพนักงานจะคุ้นเคย ปกติสองถึงสามวัน ถ้าเป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในไทยจะเข้าใจง่ายเพราะใช้ภาษาไทยทั้งหมดและแนวคิดเดียวกับ LINE ที่พนักงานใช้อยู่ทุกวัน

ถ้าลูกค้ามาถึงแต่ไม่ได้จองล่วงหน้าจะทำยังไง พนักงานเช็คในระบบได้ทันทีว่าโต๊ะไหนว่าง สร้างการจองผ่านเคาน์เตอร์ในไม่กี่วินาที และคิดเงินผ่าน QR หรือเงินสดเหมือนเดิม

ระบบจัดการกับลูกค้าที่จองแล้วมาช้าหรือเลยเวลาได้อย่างไร ตั้งกฎอัตโนมัติได้ เช่น ถ้าจองห้องประชุมแล้วไม่เช็คอินภายในสิบห้านาที ระบบจะปลดที่ให้ลูกค้าคนถัดไปจองได้ ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่าน LINE OA และคืนหรือไม่คืนมัดจำตามกฎที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก

สรุปและก้าวต่อไป

ตลาด co-working space ในไทยกำลังโตขึ้นทุกปี แต่ความแตกต่างระหว่างร้านที่ขายดีและร้านที่ดิ้นรนไม่ได้อยู่ที่ทำเลหรือเฟอร์นิเจอร์อย่างเดียวอีกต่อไป อยู่ที่ระบบหลังบ้านที่ทำให้ลูกค้าจองง่าย เจ้าของร้านวางแผนได้ และพนักงานไม่เหนื่อยกับการตอบ LINE ทั้งวัน เริ่มจากสามอย่างที่ทำได้เลยในสัปดาห์นี้ คือวาดผังที่นั่งและแยกประเภทพื้นที่ให้ชัด ตั้งกฎมัดจำห้องประชุม และทำ rich menu ที่รวมทุกบริการในจุดเดียว สามอย่างนี้ทำให้รายได้เพิ่มและลูกค้ารู้สึกว่าร้านเป็นมืออาชีพมากขึ้นทันที

ถ้าคุณกำลังเปิดร้านใหม่หรือเจ้าของร้านที่อยากปรับปรุงระบบ ลองดู Booking Whale ระบบจองที่ออกแบบมาให้ธุรกิจบริการในไทยใช้งานง่ายผ่าน LINE OA โดยไม่ต้องเขียนโค้ด ตั้งค่าเสร็จในหนึ่งสัปดาห์และเริ่มเก็บเงินอัตโนมัติได้ทันที พร้อมรองรับโต๊ะรายวัน ห้องประชุมรายชั่วโมง และแพ็กเกจสมาชิกในระบบเดียว

co-working space ระบบจองโต๊ะ ห้องประชุม LINE OA day pass
แชร์

พร้อมเริ่มใช้ระบบจองออนไลน์?

ทดลองใช้ Booking Whale ฟรี ระบบจองคิวผ่าน LINE OA ที่ธุรกิจไทยเลือกใช้

เริ่มใช้งานฟรี